การอ่านหนังสือ

เด็กนักเรียนคนจำนวนไม่น้อยบางทีอาจเคยพบเหตุการณ์ที่ตนเองอ่านหนังสือหรือทวนบทเรียนซ้ำไปๆมาๆหลายรอบแต่ว่าในที่สุดก็ยังไม่รู้เรื่องความหมายแล้วก็ชอบพูดคนเดียวด้วยประโยคที่ว่า “อ่านก็เสมือนมิได้อ่าน” แล้วเคยสงสัยหรือเปล่าว่าเหตุไรก็เลยเป็นแบบนั้น เช่ารถ




8490 1

ภาพที่ 1 การอ่านหนังสือ
ที่มา https://pixabay.com , Pezibear

ที่มาของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนับครั้งไม่ถ้วนนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับระบบความนึกคิดแล้วก็ประสาทศูนย์กลาง โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับความรู้ แต่ว่าแม้กระนั้นนักวิทยาศาสตร์ก็ยังคงไม่รู้เรื่องวิธีทำงานดีพอนัก เพราะฉะนั้นวิชาความรู้ด้านขั้นตอนการทางสรีรวิทยา (Physiological processes) ที่ควบคุมดูแลการทำงานที่เกี่ยวเนื่องที่มีนั้นยังไม่อาจจะชี้แจงได้เพียงแต่คำตอบเดียว ก็เลยจะต้องอาศัยการช่วยส่งเสริมจากหลักฐานด้านการศึกษาร่วมด้วย

แม้คุณจะไม่รู้ว่าคุณอ่านบทเรียนเกี่ยวกับชีววิทยาในเรื่องอาณาจักรของสิ่งมีชีวิตจบได้ยังไงโดยที่ไม่รู้เรื่องสิ่งที่อ่าน ข้อมูลดังนี้แม้ว่าจะเป็นเพียงแต่การไตร่ตรองถึงเหตุรวมทั้งผลแต่ว่าก็เป็นสาระสำคัญที่เพียรพยายามจะตอบปัญหาถึงที่มาของเหตุการณ์ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น

แนวคิดเฮ็บเบียน (Hebbian theory)

เมื่อคุณกำลังอ่านอะไรบางอย่าง สมองจะเชื่อมต่อรายละเอียดที่อ่านกับหน่วยความจำ ดังนี้แนวความคิดเฮ็บเบียน (Hebbian theory) เป็นแนวคิดเกี่ยวเนื่องกับประสาทวิทยาที่เสนอโดยโดนัลด์ เฮ็บบ์ ในปี ค.ศ. 1949 โดยได้ชี้แจงเกี่ยวกับการปรับตัวของเซลล์ประสาทในสมองในตอนที่มีการทำความเข้าใจไว้ว่า "การเชื่อมต่อระหว่างเซลล์ประสาทสองเซลล์จะส่งผลให้เกิดการเพิ่มกำลังของไซแนปส์ (Synaptic strength) ของเซลล์พวกนั้นได้ถ้าหากเซลล์ประสาทมีการดำเนินงานที่เกิดขึ้นพร้อม" ซึ่งเพื่อมีการดำเนินงานดังที่กล่าวมาแล้ว การใส่ใจกับสิ่งที่กำลังอ่านก็เลยเป็นเรื่องสำคัญหรือแปลว่า พวกเราควรจะทำอะไรบางอย่างกับตัวหนังสือหรือบทความในขณะกำลังอ่านข้างหน้า ดังเช่นว่า การผลิตภาพในใจขึ้นในหัวหรือการสรุปความรู้สึกในใจ ฯลฯ ความประพฤติพวกนี้เป็นแนวทางการที่เกี่ยวกับความจำระยะสั้น (Working memory) ซึ่งสามารถช่วยสร้างการเชื่อมต่อของเซลล์ประสาทในสมองได้

ตรงกันข้ามระหว่างที่คุณกำลังนึกถึงเรื่องอื่นที่นอกจากไปจากสิ่งที่กำลังอ่านอยู่ หน่วยความจำระยะสั้นจะถูกครอบครองโดยความนึกคิดพวกนั้น โน่นทำให้ไม่อาจจะสร้างการเชื่อมต่อกับข้างในฐานความรู้ได้ ด้วยเหตุนั้นหากว่าพวกเราจะอ่านจบอีกทั้งเล่มก็ไม่กำเนิดคุณประโยชน์ เพราะเหตุว่าสมองไม่สามารถที่จะประเมินผลให้เข้าใจในเรื่องความหมายของสิ่งที่อ่านได้

8490 3

ภาพที่ 2 สมาธิก็เช่นเดียวกับไฟสปอร์ตไลท์บนเวทีการแสดง
ที่มา https://pixabay.com , Pexels

สิ่งที่พึงกระทำเป็น การมีสมาธิ โดยให้มีความคิดว่าสมาธิเป็นเสมือนไฟสปอร์ตไลท์บนเวทีการแสดงที่ช่วยนำทางและก็เย้ายวนใจความพอใจ รวมทั้งเพ่งพินิศความพอใจเฉพาะสิ่งที่อยู่ภายใต้ไฟสปอร์ตไลท์ แม้ว่าจะมีสิ่งต่างๆจำนวนมากเกิดขึ้นนอกสปอร์ตไลท์ก็ตาม พฤติกรรมแบบนั้นจะมีผลให้พวกเรารู้เรื่องความหมายของสิ่งที่บ่งบอกถึงภายใต้ไฟสปอร์ตไลท์ได้บริบูรณ์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในลักษณะเดียวกันเมื่อคุณกำลังอ่านหนังสือ แม้กระนั้นความนึกคิดของคุณมิได้มีความเชื่อมโยงกับตัวอักษรอย่างมาก โน่นทำให้ไม่กำเนิดความรู้ความเข้าใจในสิ่งที่พึ่งจะอ่านอย่างสมบูรณ์ได้เนื่องด้วยสปอตไลท์ของคุณเน้นอยู่ที่อื่นๆ

ระบบความตั้งใจของคนเรา (Human attentional system)

ระบบความตั้งใจของผู้คนเป็นอีกหนึ่งสาระสำคัญที่จะช่วยชี้แจงเหตุการณ์ความผิดพลาดสำหรับในการอ่านของคุณ อย่างไรก็ตามในชีวิตประจำวันมีข้อมูลมากไม่น้อยเลยทีเดียวที่หลั่งไหลเข้ามาในสมองของพวกเรา รวมทั้งคงไม่เป็นเรื่องเป็นราวดีแน่ แม้ว่ามนุษย์ไม่มีแนวทางจัดแจงกับข้อมูลพวกนั้น แต่ว่าด้วยมนุษย์มีระบบระเบียบความพอใจซึ่งเป็นราวกับหน่วยคัดเลือกกรองข้อมูลที่ตรงกับสิ่งที่ต้องการจริงๆก็เลยทำให้พวกเราไม่ต้องปวดศีรษะกับข้อมูลปริมาณอย่างมากมาย

ดังนี้ดังที่ดาเนียล เลวิตำหนิน นักวิทยาศาสตร์แล้วก็คนเขียนหนังสือ The Organized Mind เจาะจงไว้ว่าระบบความพอใจของผู้คนแบ่งออกได้ 4 ส่วน อาทิเช่น ส่วนการจัดการข้อมูลศูนย์กลาง ส่วนการสำรวจความนึกคิด ส่วนคัดเลือกกรองความพึงพอใจ รวมทั้งส่วนการสลับสับเปลี่ยนความพึงพอใจ โดยแต่ละส่วนจะปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวข้องกัน

8490 4

ภาพที่ 3 การอ่านหนังสือด้วยการมีสมาธิรวมทั้งมีความสนใจจะช่วยทำให้การอ่านมีคุณภาพมากเพิ่มขึ้น
ที่มา https://pixabay.com , libellule789

การใช้เวลาสำหรับเพื่อการอ่านหนังสือมากขึ้นเรื่อยๆมิได้ช่วยทำให้พวกเรารู้เรื่องความหมายของสิ่งที่อ่าน โดยเหตุนั้นส่วนคัดเลือกกรองความพึงพอใจจะเบาๆกันส่วนที่เป็นภาพกว้างของรายละเอียดออก ในทางตรงกันข้ามความพึงพอใจของคุณจะถูกจัดแจงโดยส่วนการจัดการข้อมูลศูนย์กลาง ซึ่งในส่วนนี้จำเป็นต้องใช้ความบากบั่นอย่างยิ่ง โน่นก็เลยเป็นเหตุผลที่พวกเราชอบรู้สึกอ่อนล้าจากการอ่านเพื่อทำความเข้าใจปริศนาแต่ละปริศนาสำหรับในการสอบที่ช้านาน เพราะการให้ความเอาใจใส่กับบางอย่างจะก่อให้สมองทำงานมากขึ้นแล้วก็ทำให้รู้สึกอ่อนล้ามากขึ้นเรื่อยๆ

สมองของผู้คนมีการดีไซน์การทำงานในรูปแบบของความอุตสาหะที่จะลดความมุ่งมั่นตั้งใจลง ซึ่งทำให้การกำหนดจุดมุ่งหมายสำหรับการอ่านถูกจัดอยู่ในส่วนของการสำรวจความนึกคิด ผลก็คือพวกเรายังสามารถอ่านหนังสือได้โดยไม่จำเป็นที่จะต้องใช้ความบากบั่นอย่างยิ่งสำหรับในการพอใจเป้าหมายของรายละเอียด ในเวลาเดียวกันก็สามารถนึกถึงบางอย่างที่ไม่เกี่ยวข้องกับรายละเอียดที่อ่านได้ โน่นก็เลยเป็นเหตุผลให้ส่วนของการสำรวจความนึกคิดเป็นส่วนที่มิได้เป็นผลดีต่อการประมวลผลข้อมูล เพราะคำตอบก็คือ คุณจะไม่รู้เรื่องสิ่งที่อ่านแม้คุณจะอ่านทวนซ้ำแล้วหลายร้อยรอบก็ตาม

ถึงแม้ว่าการมีสมาธิต่อเรื่องที่กำลังอ่านจะเกิดเรื่องยาก แม้กระนั้นเพื่อการอ่านที่มีคุณภาพ การใส่ใจกับสิ่งที่กำลังอ่านก็เลยเป็นเรื่องสำคัญ ข้อแนะนำดังนี้บางทีอาจช่วยทำให้คุณสามารถให้สามารถเปลี่ยนแปลงขั้นตอนการอ่านได้มากขึ้น

ศึกษาเล่าเรียนบทนำหรือสารบาญของเรื่องที่กำลังอ่าน
มีสมาธิกับหัวใจสำคัญของรายละเอียดที่จำต้องรู้เรื่อง
บากบั่นทำความเข้าใจหรือหาจุดเริ่มในแต่ละส่วนของเรื่อง
สร้างภาพในใจของเรื่องที่กำลังอ่านขึ้นรวมทั้งเบาๆทำความเข้าใจภาพพวกนั้นครั้งละฉาก
ทวนภาพรวมของแนวคิดหรือค้นหาคำสำคัญ
คาดการณ์การสื่อความหมายในส่วนของรายละเอียดที่ทำให้ไม่รู้เรื่องจากบริบทรอบๆ
ที่มา

Ashish. (2018, January 23). How Can We Sometimes Keep Reading, But Not Understand Anything We Read?. Retrieved May 24, 2018, From https://www.scienceabc.com/eyeopeners/how-can-we-sometimes-keep-reading-but-not-understand-anything-we-read.html

Hebbian Learning Rule. Retrieved May 24, 2018, From http://penta.ufrgs.br/edu/telelab/3/hebbian_.htm

Appedix D: Artificial Neural Network. Retrieved May 24, 2018, From http://web.mit.edu/mcraegroup/wwwfiles/ChuangChuang/thesis_files/Appendix%20D_Artificial%20Neural%20Network.pdf

What to Do When You Don't Understand What You're Reading. Retrieved May 24, 2018, From http://www.shsu.edu/centers/testing-center/tips/dontk5.html

ความคิดเห็น